Skip to main contentHome
กระดานสนทนา
ติดต่อ
เกี่ยวกับสถานี
· ประวัติความเป็นมา
· โครงสร้างหน่วยงาน
· รายชื่อผู้บังคับบัญชา
· อำนาจหน้าที่
· ที่ตั้งของหน่วยงาน
· เขตพื้นที่รับผิดชอบ
· สถิติข้อมูลผลการปฏิบัติ

หน่วยงานใน ภ.จว.กำแพงเพชร
· สภ.เมืองกำแพงเพชร
· สภ.พรานกระต่าย
· สภ.ขาณุวรลักษบุรี
· สภ.คลองขลุง
· สภ.ไทรงาม
· สภ.ลานกระบือ
· สภ.คลองลาน
· สภ.ทรายทองวัฒนา
· สภ.ปางศิลาทอง
· สภ.บึงสามัคคี
· สภ.โกสัมพีนคร
· สภ.ทรงธรรม
· สภ.คลองพิไกร
· สภ.ปางมะค่า
กองบัญชาการ

· ตำรวจภูธรภาค 1
· ตำรวจภูธรภาค 2
· ตำรวจภูธรภาค 3
· ตำรวจภูธรภาค 4
· ตำรวจภูธรภาค 5
· ตำรวจภูธรภาค 6
· ตำรวจภูธรภาค 7
· ตำรวจภูธรภาค 8
· ตำรวจภูธรภาค 9

อ่านเพิ่มเติม..

ส่องตำรวจ

· สถานีตำรวจทั่วประเทศ
· ผบ.ตร.คนที่ 7
· ถอดยศ - ปลดเครื่องราชฯ
· ทำเนียบปลด ผบ.ตร.
· การเลือกตั้ง ผบ.ตร.
· การครองยศตำรวจ
· รรท. / ปรท.
· วันนั้นตำรวจวันนี้
· จุดจบสารวัตรลูกครึ่ง
· โครงสร้าง ตร.ใหม่
· กฎหมายใหม่
· MIRANDA RIGHTS
· จริยธรรม / จรรยาบรรณ
· ศาลปกครอง
· กฎ ก.ตร.47 (ร้องทุกข์)
· เพิกถอนแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร.
· เด็กทำผิดกฎหมาย
· ยาม้า ยาบ้า ยาโง่??
· เตือนภัยแก๊งตกทอง

 



  ถอดยศ - ปลดเครื่องราชฯ


ตำรวจ เป็นข้าราชการ ที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรยศ และตำแหน่ง ตั้งแต่ร้อยตำรวจตรี จนถึงชั้นยศพลตำรวจเอก
ที่ทุกคนใฝ่หา อยากได้ เป็นร้อยตำรวจตรี ก็อยากเป็นร้อยตำรวจโท เลื่อนขึ้นไป รวมทั้งตำแหน่ง จากรองสารวัตร
ก็อยากเป็นสารวัตร ไม่มีที่สิ้นสุด

ในวงการตำรวจแล้ว ทุกคนอยากเป็นนายพลตำรวจ... ดูดี สวยโก้เก๋ ไม่เบา เหมือนเป็นสุดยอด
ที่หมายปลายทางที่ทุกคนอยากไปถึง แต่ไม่ถึงทุกคน บ้างก็ว่าเป็นเรื่องของบุญวาสนา อำนาจ บารมี ถึงจะได้ มี
นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เคยกล่าวไว้ตอนยังไม่ใหญ่ว่า ยศสูงสุดในกรมตำรวจ หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในปัจจุบันนี้ จริง ๆ คือ ยศแค่พันตำรวจเอก ที่สูงขึ้นกว่านี้ เป็นเรื่องของบุญวาสนา อำนาจ และบารมี
ดังกล่าวข้างต้น ปกติแล้ว ผู้ได้รับพระราชทานยศ ก็จะคงดำรงยศดังกล่าว หรือเลื่อนสูงขึ้น ไม่มีถอยกลับลง
เช่น จาก พันตำรวจเอก กลับมาเป็นพันตำรวจโท อันนี้ผมไม่เคยเห็น ก็เลยนึกไปถึงคำของท่านเจ้าคุณนร ฯ
ที่ว่า ฯ เมื่อมียศ ก็มีเสื่อมยศ ฯ จึงทำให้คิดได้ว่า ยศมิได้อยู่คงที่เสียแล้ว หากไม่ขึ้น ก็ลง หรือสูญหายไปได้
มีการเสื่อมสลายไปได้ เช่นกัน และก็หาตัวอย่างเด็ด ๆ ไม่ค่อยมี จนถึงปัจจุบันนี้แหละ ที่เกิดเหตุการณ์ สถาน
การณ์ยุคไฮเทค และเป็นบุคคลสำคัญจึงเห็นได้ชัดเจน

มีข้าราชการตำรวจ จำนวนมาก ทั้งนายพันนายพล ที่กระทำผิดอาญา ถูกศาลพิพากษาจำคุก
หมดสิ้นอิสระภาพ ต้องถูกจองจำ รับโทษทัณฑ์อยู่ในเรือนจำ ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน ก็เป็นใหญ่เป็นโต
เหมือนรุ่นผม เพื่อนบางคนกำลังก้าวหน้า ไขว่คว้ายศพลตำรวจตรีกันหลายคน เพื่อนบางคนยังเป็น
สารวัตรยศพันตำรวจโท เพื่อนบางคนยศพันตำรวจโทแต่อยู่ในเรือนจำ นี่คือจุดหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ไม่มีอะไร
แน่นอน บางคนอาจจะพูดปลอบใจตัวเองว่า เป็นเพียงแค่หัวโขน อายุ 60 ปี เขาก็ให้ถอดหมวกถอดยศแล้ว
ก็เป็นจริง นายพลตำรวจเอกหลายนาย เมื่อครั้งมีอำนาจ มีลูกน้องมากมาย มีตู้แดง ตู้ยามหน้าบ้าน มีคนเข้าออก
พลุกพล่านทุกวัน ไม่ใช้คำว่าหัวบันไดไม่แห้งเหมือนสมัยก่อน เอาเป็นว่าประตูบ้าน ไม่ต้องปิดเลยก็ว่าได้ แต่พอ
เกษียณราชการ ไม่มีใครมาสักเท่าไหร่ ตู้แดงจุดตรวจหน้าบ้านก็ค่อย ๆ หายไป วันเกิดเอย ปีใหม่เอย
ไม่เห็นของขวัญสักชิ้น ประตูบ้านปิดตาย หญ้าขึ้นรก มีแต่งู สัตว์เลื้อยคลานเข้ามาอยู่แทน นอนก็ไม่ค่อยหลับ
กลัวขโมยโจรผู้ร้าย ไปกินก๊วยเตี๋ยว เดินเข้าไป เจอตำรวจเด็กรุ่นใหม่ มันไม่รู้จักสักคน ไม่มีใครทักทาย หรือทำ
ความเคารพ จึงถึงบางอ้อว่า เรามันคือประชาชน คนหนึ่ง ๆ เท่านั้นเอง ฉะนั้น เมื่อยังรับราชการ มีอำนาจ
วาสนา ก็หมั่นทำความดี สร้างสม ไว้มาก ๆ นะครับ

คำปกติ คือ การถอดยศ - คืนเครื่องราชฯ แต่ที่เหมาะสมผมว่า " ถอดยศ - ปลดเครื่องราชฯ"

เอาละผมบ่นมาพอควร เข้าเรื่องกันดีกว่า ได้รวบรวมบทความที่เกี่ยวข้องมาให้ท่านอ่าน เชิญเลย ครับ

ผู้ที่ดำรงอยู่ในยศตำรวจ

สมควรจะประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้น ย่อมเป็นทางนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่คณะ
โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะดำรงอยู่ใน
ยศตำรวจต่อไป

การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ
เมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122

ไม่เพียงแต่เป็นเหตุสำคัญที่จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณถูกเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น
ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) หรือเทียบเท่าชั้น" เจ้าพระยา" ที่ได้รับพระราชทานคืนตาม ระเบียบสำนักนายก
รัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์พ.ศ. 2548 เท่านั้น

แต่ยังป็นเหตุสำคัญที่จะทำให้ถูกถอดยศ "พันตำรวจโท"ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และ ระเบียบสำนัก
งานตำรวจแห่งชาติว่าด้วย การถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547

ตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 นั้น กำหนดเรื่องการ"ถอดยศ"นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรไว้ในมาตรา 28
และ 29 ดังนี้

มาตรา 28 การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาต
ิ และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ

มาตรา 29 การให้ออกจากว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือการถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นประทวน
ให้ผู้มีอำนาจสั่งตามมาตรา 26 วรรคสาม หรือมาตรา 27 แล้วแต่กรณี สั่งได้ตามระเบียบสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ

จากมาตรา 28 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ออก "ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วย การถอด
ยศตำรวจ พ.ศ.2547" มี พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น เป็นผู้ลงนาม
และประกาศ ณ วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2547



สำหรับรายละเอียดของระเบียบดังกล่าว มีดังนี้


เนื่องจาก ผู้ที่ดำรงอยู่ในยศตำรวจ สมควรจะประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้น ย่อม
เป็นทางนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่คณะ โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่
เกียรติศักดิ์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศตำรวจต่อไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(4)มาตรา 28 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. 2547 วางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำ
ได้เมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษ หรือ
กำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ก็ตาม
(2)ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือ
ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
(3)ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะก่อให้เกิดหนี้สินขึ้นโดยทุจริต
(4)กระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ
(5) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ
( 6) ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ
(7)ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ

ข้อ 2 หน้าที่ความรับผิดชอบในการพิจารณาและดำเนินการถอดยศตำรวจ

(1) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้กองวินัย หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการทาง
วินัยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาว่า ผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศตามข้อ 1 แล้วแจ้งผลการพิจารณา
พร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ให้กองทะเบียนพลดำเนินการรวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณา
ถอดยศ เว้นแต่กรณีตามข้อ 1(7) เมื่อมีคำสั่งให้ออกจากราชการแล้วให้หน่วยต้นสังกัดดำเนินการส่งเรื่องให้กองทะ
เบียนพล รวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาถอดยศต่อไป

(2) ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งยศเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาว่า ผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำ
เนินการถอดยศตามข้อ ๑ แล้วดำเนินการสั่งถอดยศ พร้อมทั้งรายงานให้สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ
(ผ่านกองทะเบียนพล) ทราบ

(3) ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่รับทราบข้อมูลการต้องหาคดีอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา
หรือถูกฟ้องในคดีล้มละลายอันเนื่องมาจากการก่อหนี้สินขึ้นโดยทุจริต ของผู้ที่ดำรงยศตำรวจทั้งในส่วนของผู้ที่
พ้นจากราชการไปแล้ว หรือยังคงรับราชการอยู่ในหน่วยงานอื่นของรัฐ หาข้อมูลเบื้องต้นให้แน่ชัดแล้วส่งเรื่องให้
กองวินัยพิจารณา หากเห็นว่าผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศก็ให้ส่งเรื่องไปยังกองทะเบียนพลดำเนินการรวบ
รวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา ถอดยศต่อไป

จากระเบียบดังกล่าวจะเห็นว่า พฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าเหตุในการ"ถอดยศ"ถึง 2 ข้อคือ

(2) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความ
ผิดที่ได้กระทำโดยประมาท

(6) ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ

 



สำหรับขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

หนึ่ง ในส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุกนั้น
ให้กองวินัย หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการทางวินัยมีหน้าที่รับผิดชอบ
ในการพิจารณาว่า ผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศแล้วแจ้งผลการพิจารณาพร้อมเอกสารหลักฐาน
ที่เกี่ยวข้อง ให้กองทะเบียนพลดำเนินการรวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาถอดยศ

สอง ในส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณหลบหนีคดีออาญาไปอยูที่ลอนดอน
ประเทศอังกฤษนั้นให้ทุกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่รับทราบ
ข้อมูลการต้องหาคดีอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา ของผู้ที่ดำรงยศ
ตำรวจทั้งในส่วนของผู้ที่พ้นจากราชการไปแล้ว หาข้อมูลเบื้องต้นให้แน่ชัดแล้วส่งเรื่องให้กองวินัย
พิจารณา หากเห็นว่าผู้ใดมีเหตุที่จะต้องดำเนินการถอดยศก็ให้ส่งเรื่องไปยังกองทะเบียนพลดำเนินการรวบ
รวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา ถอดยศต่อไป

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เห็นชัดว่า แล้วว่า พฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าเหตุตามระเบียบทั้ง
2 ประการ จึงอยู่ที่ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการ
ตามกฎหมายและระเบียบหรือไม่

ทั้งนี้คงต้องดูที่ผลว่า ในที่สุดแล้ว "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" จะมีสถานะเพียง"นายทักษิณ ชินวัตร"หรือไม่

 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เวลา 15:16:17 น. มติชนออนไลน์ อ่านล่าสุด 15721 คน


เปิดกฎเหล็กเรียกเครื่องราชฯชั้น"เจ้าพระยา"คืนจาก"ทักษิณ"หลังศาลฎีกาฯคุก2ป
ีคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ


การถูกศาลพิพากาษาจำคุกถึงที่สุด เข้าเงื่อนไขต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรม
ราชานุญาต เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ "ทักษิณ"ได้รับพระราชทานเครื่องราช ทุติยจุลจอม
เกล้าวิเศษ เทียบเท่า"เจ้าพระยา"

P { margin: 0px; }

หมายเหตุ"มติชนออนไลน์"

-การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122

นอกจากจะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อการเมืองไทยเป็นอย่างมากแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสถานะทางสังคมและยศฐาบรรดาศักดิ์ของพ. ต.ท.ทักษิณอย่างมากโดยเฉพาะ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ได้รับพระราชทานในฐานะนายกรัฐมนตรีชั้น "เจ้าพระยา"

เพราะตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์พ.ศ. 2548 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามเอง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2548(ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 18 สิงหาคม 2548)นั้น

การถูกศาลพิพากาษาจำคุกถึงที่สุดเข้าเงื่อนไขที่สำนักนายกรัฐมนตรีต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากบุคคลที่ถูกพิพากษาจำคุกดังกล่าว

ดังนั้น ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยื่นฎีกาภายใน 30 วัน ในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ก็ถือว่า คดีถึงที่สุด(ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ. 2551)ซึ่งจะต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชฯซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับมาแล้วดังนี้

พ.ศ. 2517 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.)
พ.ศ. 2519 จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.)
พ.ศ. 2523 จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)
พ.ศ. 2528 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)
พ.ศ. 2537 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
พ.ศ. 2538 มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
พ.ศ. 2539 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
พ.ศ. 2544 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)
พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.)

ในช่วงที่ผ่านมามีข้าราชการฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา อัยการถูกเรียกคืนเครื่องราชตามระเบียบดังกล่าวแล้วจำนวนมากตามเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 8ข้อ

นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากาษาจำคุก นายวัฒนา อัศวเหม อดีตตรีฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ในคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน 10 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใด มอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 33 และ 84 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542

ดังนั้นทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ นายวัฒนา จึงตกอยู่ในเงื่อนไขเดียวกันในการถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งมีระเบียบดังกล่าวมี สาระสำคัญ ดังนี้

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายฉบับได้กำหนดไว้ซึ่งพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประกอบกับปัจจุบันยังมิได้กำ หนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและรวบรวมกรณีที่จะเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้เป็นระเบียบแน่นอน

สมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวางระเบียบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพื่อถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป ทั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

“เครื่องราชอิสริยาภรณ์” หมายความว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยและเหรียญราชอิสริยาภรณ์ไทยแต่ไม่รวมถึงเหรียญรัตนาภรณ์และเหรียญราชรุจิ


“การเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์” หมายความว่า การดำเนินการถอนชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามประกาศสำ นักนายกรัฐมนตรี และเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวมทั้งประกาศนียบัตรกำ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานคืน

1. เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใด ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาและดำเนินการเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืนต่อไป

2. ในกรณีที่ปรากฏเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดำเนินการเรียกคืนทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

3. เหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังต่อไปนี้

(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต

(2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(3) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

(4) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น โดยคำสั่งอันถึงที่สุด

(5) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด

(6) เป็นผู้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เพราะมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

(7) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย

(8) เป็นผู้ประพฤติตนไม่สมเกียรติหรือนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปใช้ในกรณีไม่สมควร

4. เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดมีกรณีที่ต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7 ให้ส่วนราชการต้นสังกัดหรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานและประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นเพื่อส่งเรื่องไปยังสำนัก

เลขาธิการคณะรัฐมนตรี

เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับเรื่องแล้วหรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นสมควรให้เสนอรายชื่อพร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อและชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะ

ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกคืนแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

5. เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งให้ส่วนราชการต้นสังกัดของผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืนจากผู้ได้รับพระราชทานหรือทายาทของผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แล้วแต่กรณี โดยพลัน

หากผู้ได้รับพระราชทานหรือทายาทของผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไม่สามารถส่งคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วยประการใด ๆ ให้ใช้ราคาตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนดในกรณีที่ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดซึ่งมีเหตุที่จะต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้วได้วายชนม์ลง ให้ดำเนินการเรียกคืนโดยพลัน

6. ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ โดยให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาในทางปฏิบัติตามระเบียบนี้ หากไม่ได้ข้อยุติให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยคำวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

............................................

วันนี้ (28 ต.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาลงโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ ว่า ในเรื่องการถอดยศมีระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงข้าราชการตำรวจที่ยังอยู่ในตำแหน่งและอดีตข้าราชการตำรวจ โดยขั้นตอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กองวินัย และกองกำลังพล ต้องตรวจสอบข้อมูลว่าบุคคลใดเข้าข่ายของค์ประกอบที่จะต้องถูกดำเนินการถอดยศหรือไม่ หลังจากนั้นจึงเสนอให้ ตร.พิจารณา

พล.ต.ท.วัชรพล กล่าวต่อว่า สำหรับองค์ประกอบสำคัญ ที่เข้าข่ายที่จะถูกดำเนินการถอดยศ คือ ข้าราชการตำรวจผู้นั้นต้องถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก และคดีต้องถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ถือว่าคดีถึงที่สุด เพราะศาลยังเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถนำพยานหลักฐานใหม่มายื่นต่อศาลได้ภายในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพราะกระบวนการถอดยศไม่ได้สิ้นสุดแค่ระดับ ตร.แต่ยังต้องเสนอโปรดเกล้าฯให้ถอดยศ

09 มกราคม 2552

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า วันเดียวกัน พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ได้เรียก พล.ต.ต.ชนาภัทร เชยสมบัติ ผบก.กพ. และ พล.ต.ต. ปัญญา เอ่งฉ้วน ผบก.วน. เข้าหารือเกี่ยวกับกรณีพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ภายหลังจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ในคดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ เป็นเวลา 2 ปี ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ท. วัชรพลได้เข้าพบ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ

พล.ต.ต.ชนาภัทรกล่าวว่า ได้รับเรื่องดังกล่าวจากกองวินัยเสนอเข้ามา โดยกองวินัยได้นำเอกสารจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาประกอบการพิจารณา

ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ทำให้เข้าระเบียบไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งกองวินัยไม่จำเป็นต้องเสนอความเห็นขึ้นมา แต่เป็นเรื่องที่มีกำหนดไว้ในระเบียบชัดเจน ส่วนเหตุผลเป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องคำพิพากษาของศาล พล.ต.ต.ปัญญากล่าวว่า กองวินัยในฐานะหน่วยงานต้นเรื่องดังกล่าว ได้ตรวจสอบตามข้อมูลที่ปรากฏ ซึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบพบว่ากรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ เข้าเงื่อนไขตามองค์ประกอบของระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 เนื่องจากถูกศาลพิพากษาจำคุกและคดีถึงที่สุดแล้ว และขณะนี้ได้ส่งมอบเรื่องไปที่กองกำลังพล ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประมวลเรื่องเสนอต่อ ผบ.ตร.พิจารณาต่อไป

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2552 ว่า มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากนายทหาร 4 นาย ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2552 ดังนี้

1. ให้ถอด ร้อยเอก พุทธิพงษ์จันทร์คำ และ ร้อยเอก พิเชษฐ์ ดีเสมอ สังกัดกองทัพบก ออกเสียจากยศทหาร เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และถูกปลดออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2551

นอกจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์และเหรียญจักรมาลา จากร้อยเอกพุทธิพงษ์ จันทร์คำ และให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือกและจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่ง ร้อยเอก พิเชษฐ์ ดีเสมอ

2.ให้ถอด เรือโท ประกิจ อินทร์พรหม สังกัดกองทัพเรือ ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เนื่องจากได้กระทำความผิดทางอาญา และกระทรวงกลาโหมได้ปลดออกจากราชการ

3.ให้ถอด พันโทมานพ วิริยะภาพ สังกัดกองทัพบก ออกเสียจากยศทหาร เนื่องจากกระทำความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและถูกปลดออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์2552 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทยและเหรียญจักรมาลา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเรียกคืนเครื่องราชฯดังกล่าวข้างต้น เป็นการทำตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์พ.ศ. 2548 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามเองเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2548(ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 18 สิงหาคม 2548) กำหนด เหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไว้ 8 ประการ คือ

(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต

( 2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(3) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

( 4) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น โดยคำสั่งอันถึงที่สุด

(5) เป็นผู้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด

(6) เป็นผู้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เพราะมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

(7) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย

(8) เป็นผู้ประพฤติตนไม่สมเกียรติหรือนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปใช้ในกรณีไม่สมควร

สำหรับขั้นตอนการเสนอเรียกคืนเครื่องราชฯนั้นกำหนดไว้ว่า เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดมีกรณีที่ต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์... ให้ส่วนราชการต้นสังกัดหรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานและประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นเพื่อส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

จากนั้นให้เสนอรายชื่อพร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อและชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกคืนแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

จากระเบียบดังกล่าวเห็นชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้าข่ายที่นายกรัฐมนตรีต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากบุคคลที่ถูกพิพากษาจำคุกดังกล่าวฯ เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินจากกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122


นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ยังมีบุคคลที่น่าจะเข้าข่ายถูกเสนอให้เรียกคืนเครื่องราชฯอีก เช่น

นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนาน 10 ปี

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ลงมติว่า กระทำผิดวินัยร้ายแรงเพราะทำให้ราชการได้รับความเสียหาย ซึ่งมีมติ อ.ก.พ.กระทรวงแรงงานว่า มีมติให้ออกจากราชการแล้ว อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม(ก.พ.ค.)

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ถูกไล่ออกจากราชการคดีการส่งออกเสือโคร่ง100 ตัวไปสาธารณรัฐประชาชนจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 10 มิถุนายน 2552ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง "พระราชทานพระบรมราชานุญาตถอนพระนามและนามผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2551Ž "เนื่องจากส่วนราชการต้นสังกัดเสนอขอพระราชทานคลาดเคลื่อน จำนวน 7 ราย ดังนี้ ชั้นมหาวชิรมงกุฎ พล.ท.อดุล อุบล, ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ และ พล.ต.หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล, ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย นายธวัช ปทุมพงษ์ นายสุรชัย จงรักษ์ น.ส.ศุภานัน สิทธิเลิศ และชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย นายเกียรติพงษ์ น้อยใจบุญ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 กันยายน พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากข้าราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม 3 ราย ดังนี้


1.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันตรีสุรินทร์ กุลสวัสดิ์ สังกัดกองทัพบก ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ถูกปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทยและจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก


2.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา ซึ่ง นายสยาม สุราภา ได้รับพระราชทานขณะรับราชการในสังกัดกรมเสมียนตรา สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เนื่องจากเป็นผู้ถูกปลดออกจากราชการอันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548


3.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด นาวาโทอัครเดช สุขเจริญ สังกัดกรมกำลังพลทหารเรือ ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้ออกหมายจับ เนื่องจากได้กระทำความผิดฐานต้องหาคดีอาญาแล้วหลบหนีไป



ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า มีประกาศประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ให้ถอดยศนายทหารระดับ"นายพล"และนายทหารสัญญาและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์รวม 3 นายและยังให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์อดีตข้าราชการสำนักราชเลขาธิการ มีรายละเอียดดังนี้


1.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ พลตรี สุวรรณ สมิงแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิ กองบัญชาการกองทัพไทย ออกจากราชการ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้ออกหมายจับ เนื่องจากกระทำความผิดฐานต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป ประกาศ ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2552


2.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันตรี วัชรินทร์ ตั้งสกุ ล สังกัดกองทัพบก ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์2549 ซึ่งเป็นวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากกระทำความผิดคดีอาญา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือกและเหรียญจักรมาลา ประกาศ ณ วันที่10 สิงหาคม พ.ศ.2552


3.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด ร้อยตรี อดุลย์วิชาเดช สังกัดกองทัพบก ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2551ซึ่งเป็นวันที่ปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการในเขตที่ใช้กฎอัยการศึก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเหรียญทองช้างเผือก ประกาศ ณ วันที่31 สิงหาคม พ.ศ. 2552


4.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่ง นางสาวนพวรรณ ช้างแก้ว ได้รับพระราชทานขณะรับราชการในสังกัดสำนักราชเลขาธิการ เนื่องจากถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ประกาศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2553 ว่า มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงในราชกิจจานุบเกษาเมื่อวันที่ 15 มกราคมเกี่ยวกับ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน 3 ฉบับทั้งทหารและข้าราชการพลเรือนจำนวน 3 ราย ดังนี้


1.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด ร้อยโท ศิริชัยเปาวรางกูล สังกัดกองทัพบก ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากกระทำความผิดคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทยและเหรียญจักรมาลา ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ประกาศ ณ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552


2. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก และทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่ง นายณัฐพงษ์ การะภักดี ได้รับพระราชทานขณะรับราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจาก ถูกลงโทษปลดออกจากราชการ อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ประกาศ ณ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

3.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา ซึ่ง จ่าสิบเอก สุภวัฒน์ ทองมา ได้รับพระราชทานขณะรับราชการในสังกัดกรมเสมียนตรา สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เนื่องจากถูกลงโทษปลดออกจากราชการ อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2552


10 กรกฎาคม 2553

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์" รายงานว่า วันนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ๓ ฉบับ ในวันเดียว ดังมีรายละเอียด ดังนี้


ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ประกาศระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่ง นายวินิจ ปิณฑวนิช และ เรือโท ชัยวัฒน์ ใจดี พนักงานสังกัดการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากถูกลงโทษไล่ออกและเลิกจ้าง อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังนี้
๑. นายวินิจ ปิณฑวนิช เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมาภรณ์ช้างเผือก และเบญจมาภรณ์ มงกุฎไทย
๒. เรือโท ชัยวัฒน์ ใจดี เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ประกาศระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย และทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ซึ่ง นายปัญญา เศรษฐา ได้รับพระราชทาน เนื่องจากถูกลงโทษไล่ออก จากราชการ อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ประกาศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่ง นายเรืองฤทธิ์ ประลาสนธิ์ และ นายเกรียงไกร อภิอัญมณี ข้าราชการสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากถูกลงโทษไล่ออก จากราชการ อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังนี้
๑. นายเรืองฤทธิ์ ประลาสนธิ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย และจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
๒. นายเกรียงไกร อภิอัญมณี เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี




วันที่ 8 กันยายน 2553 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ระว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด เรือเอก พรนิมิต ศรีโฉมงาม สังกัดกองทัพเรือ ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็น วันที่มีคำสั่งปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือกและจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน

ประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

เรือเอก พรนิมิต ศรีโฉมงาม เป็นเจ้าของ สถาบัน NAVY CAMP โรงเรียนกวดวิชา เตรียมความพร้อม ทางภาควิชาการ และ ภาคพลศึกษาให้กับ นักเรียนที่สนใจสอบเข้าโรงเรียน เตรียมทหาร และ โรงเรียนนายร้อย ตั้งอยู่ เลขที่ 234/8 หมู่ 7 ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10280


15 ตุลาคม 2553

ให้ตุลาการพ้นจากตำแหน่ง เรียกคืนเครื่องราชย์ เหตุประพฤติตนไม่สมควร

P { margin: 0px; }

วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่งและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ประกาศระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ นายประยุทธ นีระพล พ้นจากตำแหน่ง ผู้พิพากษา ศาลอาญาธนบุรี เนื่องจากถูกลงโทษให้ออกจากราชการ ตามมาตรา ๓๒ (๖) แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓

เพราะเหตุประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการตุลาการต่อไป และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แหล่งข่าวในวงการตุลาการ เปิดเผยว่า เหตุที่ นายประยุทธ นีระพล พ้นจากตำแหน่ง ผู้พิพากษา ศาลอาญาธนบุรี ถูกลงโทษให้ออกจากราชการ น่าจะมาจากการไปเป็นติวเตอร์ กวดวิชา สอบเนติบัณฑิต และได้ถูกตุลาการชั้นผู้ใหญ่ ตักเตือนหลายรอบ จนที่สุดจึงถูกลงโทษให้ออกจากราชการ

5 พ.ย.2553

ผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ประกาศระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด อดีตข้าราชการตำรวจออกเสียจากยศตำรวจ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งบุคคลดังกล่าว ได้รับพระราชทาน เนื่องจาก

ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและให้ลงโทษประหารชีวิต จำนวน ๑ ราย (ลำดับที่ ๑) และกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ จำนวน ๗ ราย (ลำดับที่ ๒ - ๘) รวม ๘ ราย ดังนี้

๑. พลตำรวจโท ชลอ เกิดเทศ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๗ เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา เนื่องจากศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษา ให้ลงโทษประหารชีวิตในอีกคดีหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๒


๒. ร้อยตำรวจเอก วิชนันท์ พงษ์พุฒ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย

๓. พันตำรวจโท ธวัชชัย ล้อมวงษ์ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์ มงกุฎไทย

๔. ร้อยตำรวจโท ศุภโชค วิวัฒนศิลป ตั้งแต่วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย

๕. ร้อยตำรวจเอก พงศ์ธนัช หรือศุภโชค อินทรสุนทร ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๐ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก

๖. ร้อยตำรวจโท พรเทพ เจริญวุฒิวนพันธ์ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือกและเหรียญจักรมาลา

๗. ร้อยตำรวจเอก ปิยศักดิ์ ช่วยชูวงศ์ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย

๘. ร้อยตำรวจตรี อาณัฐพร ธรรมรัศมีกุล ตั้งแต่วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี


ผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์ รายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ เดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีอุ้มฆ่า 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และ นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ, พ.ต.ท.พันศักดิ์ มงคลศิลป์ อดีต สว.สส.สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี (ขณะนั้น),จ.ส.ต.ยงค์ กล่ำนาค อดีต ผบ.หมู่ สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี (เสียชีวิต),ด.ต.สมนึก เวชศรี อดีต ผบ.หมู่ สภ.สระแก้ว,นายวีระชัย พลทิแสง,นายนิคม หรือป๊อด มนต์ศิริ,นายสำราญ แจ่มจำรัส หรือฉายา พงษ์ ปากกว้าง,นายสมหมาย พุดเทศ (เสียชีวิต) และนายสุภาพ ช่างสาย (เสียชีวิต) ร่วมเป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน,เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าโดยมิชอบ,หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพและความผิดอื่นรวม 9 ข้อหา

ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีต ผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ อดีตหัวหน้าชุดติดตามหาเครื่องเพชรของเจ้าชายไฟซาล เจ้าชายประเทศซาอุดิอารเบีย ที่ถูกคนงานไทยขโมยเพชร และนำเข้ามาในประเทศไทย

ขณะที่ พ.ต.ท.ธวัชชัย ล้อมวงษ์ สว.กก.1 ศูนย์สืบสวนสอบสวน สตม. โดนโทษอาญา ข้อหามอมยาและข่มขืนนักศึกษาปริญญาโท พร้อมใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปวิดีโอ เพื่อหวังแบล๊คเมล์

ถอดยศตำรวจอีก 14 ราย


วันเดียวกัน ได้มี ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจ

ประกาศระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดอดีตข้าราชการตำรวจ ออกเสียจากยศตำรวจ เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ จำนวน ๑๓ ราย (ลำดับที่ ๑ - ๑๑ และลำดับที่ ๑๓ - ๑๔) และต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก จำนวน ๑ ราย (ลำดับที่ ๑๒) รวม ๑๔ ราย ดังนี้

๑. พันตำรวจโท ธวัชชัย ขันธวิจิตร ตั้งแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๐

๒. พันตำรวจโท สมใจ จันทรังษี ตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑

๓. ร้อยตำรวจโท สมเพชร ศรีเมือง ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๒

๔. ร้อยตำรวจเอก โสภณ ประพันธ์ ตั้งแต่วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๓

๕. พันตำรวจโท สิทธิชัย เศรษฐพูธ์ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔

๖. พันตำรวจโท ศักดา ช่างเรือ ตั้งแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๕

๗. ร้อยตำรวจเอก วิชัย พันธุรัตน์ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๕

๘. ร้อยตำรวจเอก สุพจน์ บุญชู ตั้งแต่วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๖

๙. ร้อยตำรวจตรี สันต์ชัย เพ็ชรเกื้อ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖

๑๐. พันตำรวจตรี ธีระพร ธัญญางค์ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

๑๑. พันตำรวจโทหญิง เกษร ม่วงน้อย ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗

๑๒. พันตำรวจตรี ธานี สีดอกบวบ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๗

๑๓. ร้อยตำรวจเอกหญิง สุปรียา ภาระภิตานนท์ ตั้งแต่วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

๑๔. พันตำรวจตรี ประทีป สุขสิตินันท์ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๘

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี









 
 
Home - Privacy - Top